Posted in

เข้าใจพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองก่อนเริ่มลงทุน คือก้าวแรกของอิสรภาพทางการเงิน

เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมบางคนลงทุนแล้วชีวิตดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่บางคนลงทุนเท่าไหร่ก็ไม่เห็นผล ทั้งที่เลือกสินทรัพย์คล้ายกัน คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “ผลตอบแทน” แต่คือ “พื้นฐานทางการเงิน” ที่ต่างกันออกไป

การเข้าใจพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองจึงเป็นเหมือนการส่องกระจกดูนิสัยทางการเงิน เพราะก่อนที่เราจะ “ทำให้เงินงอกเงย” เราต้องรู้ก่อนว่าเรา “ใช้เงินอย่างไร”

เริ่มจากรู้จักตัวเองในฐานะ “ผู้ใช้เงิน”

หลายคนเริ่มต้นด้วยความฝันว่าอยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากให้เงินทำงานแทน แต่กลับไม่เคยสำรวจนิสัยการใช้เงินของตัวเองเลยว่าอยู่ในจุดไหน บางคนคิดว่าตัวเองเก็บเงินได้เยอะ แต่จริง ๆ แล้วอาจแค่มีรายได้เยอะกว่ารายจ่ายเท่านั้น

ก่อนเริ่มลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้ว่า “เราใช้เงินไปกับอะไร” และ “ใช้เงินแบบไหน” เพราะพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการออมและการลงทุนในอนาคต

 

นิสัยการใช้เงินของคุณอยู่กลุ่มไหน

ลองอ่านและสำรวจตัวเองดูค่ะ ว่าคุณเข้าข่ายพฤติกรรมแบบไหนบ้าง

1. สายใช้ก่อนคิดทีหลัง

กลุ่มนี้จะมีความสุขกับการใช้เงิน ซื้อของตามใจ ไม่ค่อยวางแผน บางครั้งใช้บัตรเครดิตจนเกินกำลังแล้วค่อยคิดทีหลังว่าจะหาเงินมาจ่ายยังไง ซึ่งเป็นนิสัยที่เสี่ยงต่อการสะสมหนี้

2. สายระแวงการเงิน

ตรงข้ามกับกลุ่มแรกเลยค่ะ คนกลุ่มนี้กลัวใช้เงิน กลัวลงทุน เก็บเงินทุกบาทไว้ในบัญชีออมทรัพย์จนไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม สุดท้ายเงินก็เสื่อมค่าจากเงินเฟ้อ

3. สายวางแผนแต่ยังไม่ลงมือ

คนกลุ่มนี้มักมีความรู้เรื่องการเงินดีมาก อ่านเยอะ ฟังเยอะ แต่ยังไม่กล้าลงมือเพราะกลัวพลาด บางครั้งคิดมากจนโอกาสดี ๆ หลุดมือไป

4. สายจัดการเงินเป็นระบบ

กลุ่มนี้คือคนที่รู้ว่าเงินเข้าออกเท่าไหร่ วางแผนรายเดือน มีการออมและลงทุนตามสัดส่วนชัดเจน ซึ่งคือพื้นฐานของคนที่จะก้าวสู่ “อิสรภาพทางการเงิน” ได้จริง

 

รู้พฤติกรรมตัวเองก่อน วางแผนได้แม่นกว่า

การเข้าใจนิสัยการใช้เงินคือการสร้าง “แผนที่ทางการเงิน” ให้กับชีวิต มันช่วยให้เรามองเห็นพฤติกรรมที่ควรปรับ ปัญหาที่ควรแก้ และจุดแข็งที่ควรรักษาไว้

เมื่อรู้ว่าตัวเองใช้เงินแบบไหน เราจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมถึงเก็บเงินไม่อยู่ หรือทำไมถึงรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงิน ทั้งที่มีรายได้เพียงพอ ความเข้าใจนี้จะกลายเป็นรากฐานที่มั่นคงก่อนเริ่มลงทุนจริง

สำรวจพฤติกรรมการใช้เงินในชีวิตจริง

ลองใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์จดบันทึกรายจ่ายของตัวเองทุกบาทที่ออกจากกระเป๋า ตั้งแต่กาแฟแก้วละ 60 บาทไปจนถึงค่าน้ำมันและค่าอาหาร

เมื่อครบสัปดาห์ ลองแยกรายการออกเป็น 3 หมวด

  • จำเป็น เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ
  • อยากได้ เช่น ของฟุ่มเฟือย เสื้อผ้า กาแฟ
  • สร้างมูลค่า เช่น การออม การลงทุน หรือการพัฒนาตัวเอง

ผลลัพธ์ที่ได้จะบอกเราทันทีว่า “เงินของเราไหลไปทางไหน” และเรากำลังใช้ชีวิตแบบที่สมดุลหรือไม่

 

เมื่อเข้าใจตัวเองแล้ว ค่อยเริ่มลงทุนอย่างมีระบบ

หลังจากเข้าใจพฤติกรรมของตัวเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนให้เหมาะกับนิสัยทางการเงินของเรา เช่น

  • ถ้าเป็นคนใช้เงินเก่ง ต้องเริ่มจากตั้งเป้าการออมอัตโนมัติ
  • ถ้าเป็นคนระแวงเรื่องความเสี่ยง เริ่มจากกองทุนรวมตลาดเงินหรือตราสารหนี้
  • ถ้าเป็นคนคิดเยอะกลัวพลาด เริ่มลงทุนด้วยจำนวนเงินเล็ก ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ

การลงทุนไม่มีสูตรสำเร็จ แต่มี “ระบบ” ที่เราสร้างได้จากความเข้าใจตัวเองค่ะ

 

อิสรภาพทางการเงินไม่ได้เกิดจากเงินมาก แต่เกิดจากนิสัย

หลายคนเข้าใจผิดว่าอิสรภาพทางการเงินคือการมีรายได้เยอะหรือมีทรัพย์สินมาก แต่ในความจริงแล้ว มันเริ่มจากการรู้จักใช้เงินอย่างมีสติ

เพราะต่อให้คุณมีรายได้มาก ถ้าไม่มีวินัยการใช้เงิน สุดท้ายก็อาจไม่ต่างจากคนที่เงินเดือนน้อยเลย การจัดการเงินจึงสำคัญพอ ๆ กับการลงทุน

 

เทคนิคปรับพฤติกรรมการเงินก่อนเริ่มลงทุน

  1. รู้จักตัวเลขรายรับ–รายจ่ายของตัวเอง
    เขียนให้ชัดว่าแต่ละเดือนใช้เงินเท่าไหร่ เหลือออมเท่าไหร่
  2. ตั้งเป้าหมายทางการเงินที่จับต้องได้
    เช่น เก็บเงินก้อนแรก 50,000 บาท หรือเริ่มลงทุนกองทุนรวมเดือนละ 1,000 บาท
  3. แยกบัญชีเงินใช้ เงินออม และเงินลงทุนออกจากกัน
    เพื่อป้องกันการใช้จ่ายเกินตัว และมองเห็นภาพรวมชัดเจน
  4. สร้างนิสัยใช้เงินแบบมีคุณค่า
    ถามตัวเองทุกครั้งก่อนจ่ายว่า “ของชิ้นนี้จำเป็นไหม”
  5. ให้รางวัลตัวเองแบบไม่เกินงบ
    การดูแลจิตใจก็สำคัญ เพราะถ้ารู้สึกว่าการออมไม่ทำให้ชีวิตขาดความสุข เราจะทำต่อได้ยาวนาน

 

เริ่มลงทุนเมื่อพร้อม ไม่ต้องรวยก่อนถึงจะเริ่มได้

อีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดคือ “ต้องมีเงินเยอะก่อนถึงจะลงทุนได้”
ความจริงแล้วการลงทุนเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ แค่เรามีพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง และเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอง

ถ้าเรารู้ว่าเราคือคนแบบไหน รักความเสี่ยงหรือไม่ กล้ารอผลตอบแทนหรือเปล่า การเลือกวิธีลงทุนก็จะง่ายขึ้น เช่น

  • ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย อาจเลือกกองทุนรวมตลาดเงิน
  • ถ้าพร้อมรับความผันผวนได้บ้าง อาจเริ่มจากกองทุนหุ้นหรือ DCA
  • ถ้าชอบบริหารเอง อาจลงทุนในหุ้นรายตัวหรืออสังหาริมทรัพย์

 

อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม แต่อยู่ที่ว่าเราจะเริ่มต้นเข้าใจตัวเองมากแค่ไหน

ถ้าเรายังไม่รู้ว่าพฤติกรรมการใช้เงินของเราเป็นอย่างไร ก็เหมือนขับรถโดยไม่มีแผนที่ แต่เมื่อเข้าใจแล้ว ทุกการตัดสินใจทางการเงินจะชัดเจนขึ้น ออมได้ง่ายขึ้น และลงทุนได้มั่นใจขึ้น

เพราะสุดท้ายแล้ว “เงินไม่ได้ทำให้เราอิสระ” แต่ “ความเข้าใจในการใช้เงิน” ต่างหากที่ทำให้เราเป็นอิสระอย่างแท้จริงค่ะ