ถ้าคุณมีแอปที่พัฒนามาอย่างดี แต่ยอดดาวน์โหลดยังไม่ไปไหน นั่นอาจไม่ใช่ปัญหาของตัวแอป แต่เป็นปัญหาของการที่คนหาแอปไม่เจอ ในร้านค้าแอปอย่าง Google Play Store และ Apple App Store มีแอปมากกว่าหลายล้านรายการแข่งกันอยู่ตลอดเวลา คนที่ชนะในเกมนี้ไม่ใช่แค่คนที่มีแอปดี แต่คือคนที่เข้าใจว่าระบบค้นหาของร้านค้าทำงานอย่างไร นั่นคือจุดที่ ASO หรือ App Store Optimization เข้ามามีบทบาท
ASO คืออะไรกันแน่
ASO ย่อมาจาก App Store Optimization คือกระบวนการปรับแต่งหน้าแอปในร้านค้าให้ติดอันดับสูงขึ้นในผลลัพธ์ค้นหา และดึงดูดให้คนคลิกดาวน์โหลดมากขึ้น เปรียบได้กับการทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ แต่แทนที่จะอยู่บน Google ก็ย้ายมาอยู่บน App Store และ Play Store แทน เป้าหมายของ ASO มีสองส่วนที่ต้องทำพร้อมกัน ส่วนแรกคือให้แอปปรากฏในผลลัพธ์ค้นหาสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อคนพิมพ์คำที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่สองคือเมื่อคนเห็นแอปแล้ว ต้องทำให้หน้าแอปน่าสนใจพอที่จะกดดาวน์โหลด ทั้งสองส่วนขาดกันไม่ได้ เพราะแอปที่ติดอันดับแต่ไม่มีคนดาวน์โหลดก็ไม่ได้ประโยชน์
ส่วนประกอบหลักที่ส่งผลต่อ ASO
ชื่อแอป (App Title)
ชื่อแอปคือสิ่งที่อัลกอริทึมของร้านค้าให้น้ำหนักสูงที่สุดในการจัดอันดับ การใส่คีย์เวิร์ดหลักลงไปในชื่อแอปโดยตรงช่วยเพิ่มโอกาสปรากฏในผลค้นหาได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องระวังไม่ให้ชื่อดูยาวเกินไปหรืออ่านแล้วไม่เป็นธรรมชาติ ชื่อที่ดีคือชื่อที่มีคีย์เวิร์ดอยู่แต่ยังอ่านได้ลื่น เช่น แทนที่จะตั้งว่า “แอปบัญชีรายรับรายจ่าย” อาจปรับเป็น “Money Track บันทึกบัญชีรายวัน” ซึ่งมีทั้งชื่อแบรนด์และคำอธิบายฟังก์ชันหลักอยู่ในชื่อเดียว
Subtitle และ Short Description
ใน App Store ของ Apple มี Subtitle ให้ใส่ได้ 30 ตัวอักษร ส่วน Google Play มี Short Description ที่ใส่ได้ 80 ตัวอักษร ทั้งสองส่วนนี้อัลกอริทึมนำไปประมวลผลในการจัดอันดับเช่นกัน และเป็นพื้นที่ที่ดีในการใส่คีย์เวิร์ดรองที่ไม่สามารถใส่ในชื่อหลักได้
คำอธิบายแอป (Description)
ส่วนนี้มีผลต่อ Conversion มากกว่า Ranking เพราะคนที่คลิกเข้ามาดูหน้าแอปจะอ่านส่วนนี้เพื่อตัดสินใจว่าจะดาวน์โหลดหรือไม่ ควรเขียนโดยใส่คีย์เวิร์ดที่สำคัญในย่อหน้าแรก พูดถึงประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับอย่างชัดเจน และหลีกเลี่ยงการเขียนแบบรายการฟีเจอร์ที่อ่านแล้วน่าเบื่อ ให้เขียนในมุมของผู้ใช้ว่าชีวิตจะดีขึ้นอย่างไรหลังดาวน์โหลดแอปนี้
คีย์เวิร์ดในช่อง Keywords (เฉพาะ App Store)
Apple App Store มีช่อง Keywords ที่ใส่ได้สูงสุด 100 ตัวอักษร ซึ่งผู้ใช้ไม่เห็นแต่อัลกอริทึมนำไปใช้ในการจัดอันดับ เทคนิคที่ใช้ได้คืออย่าซ้ำคำที่มีอยู่แล้วในชื่อหรือ Subtitle เพราะนั่นเปลืองพื้นที่โดยไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม ให้ใช้พื้นที่นี้สำหรับคีย์เวิร์ดที่ยังไม่ได้ใส่ไว้ที่อื่น รวมถึงคำพ้องความหมายและคำที่คนอาจค้นหาในรูปแบบอื่น
ภาพและสื่อที่มีผลต่อ Conversion Rate
อีกด้านที่หลายคนมองข้ามคือภาพและวิดีโอในหน้าแอป ซึ่งแม้จะไม่ส่งผลโดยตรงต่ออันดับในผลค้นหา แต่มีผลมากต่อ Conversion หรืออัตราที่คนเห็นแล้วตัดสินใจดาวน์โหลด
ไอคอนแอป คือสิ่งแรกที่ตาคนเห็นในผลค้นหา ไอคอนที่ดีต้องจำง่าย สื่อความหมายของแอปได้แม้ในขนาดเล็ก และโดดเด่นออกมาจากแอปคู่แข่งที่แสดงอยู่รอบๆ
ภาพหน้าจอ (Screenshots) ควรแสดงฟีเจอร์สำคัญที่สุดไว้ในภาพแรกๆ เพราะคนส่วนใหญ่ดูแค่ 2 ถึง 3 ภาพแรกก่อนตัดสินใจ และควรมีข้อความสั้นๆ อธิบายประโยชน์อยู่บนภาพด้วย ไม่ใช่แค่แสดงหน้าจอเปล่าๆ
วิดีโอพรีวิว ถ้าทำได้ดีจะช่วยเพิ่ม Conversion ได้อย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าวิดีโอไม่มีคุณภาพหรือไม่สื่อสารได้ชัดเจน อาจส่งผลตรงกันข้าม ควรทำวิดีโอไม่เกิน 30 วินาที โชว์ฟีเจอร์หลักอย่างกระชับ และมีเพลงหรือเสียงประกอบที่เหมาะสม
เรตติ้งและรีวิวส่งผลต่อ ASO มากแค่ไหน
คำตอบคือส่งผลมาก ทั้งในแง่อันดับและ Conversion คะแนนเฉลี่ยของแอปแสดงอยู่ในผลค้นหา และคนส่วนใหญ่ไม่ดาวน์โหลดแอปที่คะแนนต่ำกว่า 4.0 ดาว วิธีเพิ่มรีวิวที่นิยมใช้คือขอรีวิวในจังหวะที่ผู้ใช้มีประสบการณ์ดีกับแอป เช่น หลังจากทำภารกิจสำเร็จในแอป หรือหลังจากใช้งานครบระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ขอทันทีที่เปิดแอปครั้งแรก เพราะจังหวะแย่มักได้รีวิวที่ไม่ดี
ASO ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ASO คือคิดว่าตั้งค่าครั้งเดียวแล้วจะอยู่อันดับดีตลอดไป ความจริงคือทั้งอัลกอริทึมของร้านค้าและพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คู่แข่งใหม่เข้ามาในตลาดทุกวัน และคีย์เวิร์ดที่เคยดีเมื่อปีที่แล้วอาจไม่ใช่คีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดในวันนี้ การติดตาม Analytics ของแอปอย่างสม่ำเสมอ ทดสอบ A/B ระหว่างชื่อหรือภาพหน้าจอแบบต่างๆ และอัปเดตคีย์เวิร์ดตามเทรนด์การค้นหาที่เปลี่ยนไปคือสิ่งที่นักทำ ASO มืออาชีพทำเป็นประจำ
สรุปสิ่งสำคัญของ ASO ที่ต้องรู้และทำให้ถูกต้อง
ASO ไม่ใช่เทคนิคลัดที่ทำแล้วได้ผลทันที แต่คือกระบวนการที่ต้องอาศัยความเข้าใจในตลาด ผู้ใช้ และอัลกอริทึมของร้านค้าอย่างถ่องแท้ ทั้งชื่อแอป คำอธิบาย คีย์เวิร์ด ภาพ ไอคอน และรีวิว ล้วนทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้แอปปรากฏต่อหน้าคนที่ต้องการมันจริงๆ สำหรับนักพัฒนาหรือเจ้าของแอปที่ลงทุนเวลาและเงินในการสร้างแอปมาแล้ว การไม่ทำ ASO เปรียบเหมือนเปิดร้านแล้วไม่ทำป้ายหน้าร้าน มีสินค้าดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ถ้าคนหาไม่เจอ
